สู้ลมหนาว ลดการหลุดร่วงของดอก ผลอ่อนทุเรียน ด้วย ไซฟามิน บีเค

ขณะนี้ประเทศไทย เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการสภาพอากาศภาคตะวันออกในช่วงนี้ว่ามีเมฆบางส่วนกับมีหมอกบางในตอนเช้าโดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส 🌡ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 64-71%  ซึ่งสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงนี่เอง ส่งผลให้ทุเรียนในบางพื้นที่เกิดสภาพเครียดเกิดขึ้นมา ‼เป็นสภาวะความเครียดที่เกิดจากปัจจัยภายนอกก็คืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้ทุเรียนมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 22 องศาเซลเซียส กิจกรรมของเอนไซม์ต่างๆ การสังเคราะห์แสง กระบวนการเมตาบอลิซึจะช้าลงซึ่งถ้าเกิดมีอุณหภูมิต่ำกว่า 22 องศาในระยะ 2 สัปดาห์แรกหลังดอกบานจะทำให้ผลอ่อนโตช้ากว่าปกติ ความสามารถในการดึงคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากกระบวนการเมตาบอลิซึมมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตของผลจะน้อยลง ถ้ารุนแรงมากอาจจะทำให้ผลเล็กหลุดหลุดร่วงมากได้ ถ้าหากหนาวมากอุณหภูมิลดต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ใบอ่อนทุเรียนจะร่วงออกดอกยาก และติดผลน้อยและถ้าหากความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 30% จะทำให้มีสภาพความชื้นที่ต่ำทำให้ใบทุเรียนแห้งใบร่วงมีปัญหาเรื่องการผสมเกสรและการติดผล ความหนาวเย็นและอุณหภูมิที่ต่ำลง นี่เองส่งผลให้กระบวนการทางสรีรวิทยาต่างๆภายในต้นทุเรียนช้าลง เช่น การสังเคราะห์แสง การหายใจ กระบวนการเมทาบอลิซึม การคายน้ำและการดูดธาตุอาหารจากดินมาใช้ โดยทำให้การทำงานของเอนไซม์ต่างๆช้าลง ส่งผลให้การสะสมอาหารและพลังงานไม่พอกับการนำไปใช้ในการพัฒนาการของดอกและผลที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนในเรื่องของการให้น้ำในสวนทุเรียนระยะนี้ ในช่วงชักนำการออกดอกทุเรียนต้องผ่านช่วงแล้งไม่ต้องการน้ำเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 10-14 วัน การให้น้ำในระยะผลิตาดอกจนถึงดอกเริ่มบาน เมื่อทุเรียนเริ่มออกดอกแล้วในช่วงนี้ให้คอยบังคับน้ำโดยการให้น้ำน้อย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแตกใบอ่อน จนกระทั่งสังเกตเห็นได้ชัดว่าเริ่มเป็นตุ่มตาดอกในระยะไข่ปลา และดอกจะออกสม่ำเสมอทั่วทั้งต้น หลังจากนั้นให้เพิ่มปริมาณน้ำทีละนิดจนให้น้ำชุ่มตามปกติและควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเรื่อยไป…

สารชีวภัณฑ์ : ไตรโคเดอร์ม่า รากำจัดรา

ไตรโคเดอร์ม่าเป็นราที่อาศัยอยู่ในดิน ใช้ซากพืช ซากสัตว์และอินทรย์วัตถุเป็นอาหาร เมื่อผ่านการแยกเชื้อบริสุทธิ์และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ จะสร้างส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่าโคนิเดียสีเขียวจำนวนมาก รานี้มีความสามารถในการแก่งแย่งอาหารกับจุลินทรีย์อื่นๆได้อย่างดี และยังสามารถผลิตสารพิษและเอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ของราโรคพืชอื่นๆได้ แต่ราไตรโคเดอร์ม่านี้มีความสามารถเฉพาะะจาะจงในการอาศัยอยู่และแข่งขันกับราอื่นๆในแต่ละท้องที่แต่ละแหล่งในภูมิภาคแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้การขยายพันธุ์โดยการต่อเชื้อจากอาหารขยายเชื้อไปเรื่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของการแข่งขันในสภาพแวดล้อมและการทำลายราโรคพืชอื่นๆ ลดน้อยลง ตามลำดับของจำนวนการต่อเชื้อ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรตั้งต้นการขยายพันธุ์ราไตรโคเดอร์ม่าจากเชื้อบริสุทธิ์ ที่เป็นผงแห้ง 100% (มีจำนวนโคนิเดียหนึ่งพันล้านหน่วยใน 1 กรัม) ที่เก็บไว้ในขวดที่แห้งสนิทและเก็บรักษาในสภาพอุณหภูมิเย็นเพียงพอ(เช่นในตู้เย็นชั้นล่าง) เป็นตัวตั้งต้น และไม่ควรนำเชื้อรานี้ขยายพันธุ์ต่อไป เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของราลดลง วิธีการใช้ราไตรโคเดอร์ม่า หลังการคืนชีพด้วยการใช้หัวเชื้อเลี้ยงในข้าวสุกหรือเมล็ดข้าวนึ่งสะอาด จนได้ผงโคนิเดียสีเขียวเข้มแล้ว (หากมีการปนเปื้อนระหว่างการเพาะเลี้ยง อาหารเลี้ยงราจะมีสีเหลือง มีเมือกเยิ้ม ไม่มีโคนิเดียสีเขียวเข้มให้เห็น) การใช้ราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรครากเน่า ใช้เชื้อสด ผสมรำข้าว และปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตรา 1:4:100 คลุกเคล้ากันให้ทั่วแล้วแบ่งมา 1-2 ช้อนแกง ใส่ลงก้นหลุม คลุกเคล้าดินปลูกก่อนหยอดเมล็ดลงในหลุม การพ่นหรือราดบนดินสำหรับป้องกันโรคบนใบ หรือลำต้น จะใช้เชื้อสดอัตรา 10 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร กรองอาหารเลี้ยงราออกด้วยกระชอนตาถี่หรือผ้ากรอง นำน้ำที่มีโคนิเดียของราไตรโคเดอร์ม่าพ่นบนพืชเพื่อป้องกันโรค ข้อจำกัดของการใช้ราไตรโคเดอร์ม่าในการควบคุมศัตรูพืช 1. ใช้เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่พืชยังไม่แสดงอาการ โดยการควบคุมตั้งแต่เริ่มเพาะเมล็ด 2.…

ฝนต่อหนาว…ฤดูกาลของราแป้ง

สภาพอากาศช่วงฝนต่อหนาวเช่นนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคราแป้ง ‼ ซึ่งเกิดจากเชื้อราที่มีชื่อว่า ออยเดียม สภาพอากาศที่กล่าวถึงคือจะมีฝนน้อยลง อากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็น มีน้ำค้างช่วงเช้าลงหนัก จนใบพืชเปียกชื้น แต่น้ำค้างจะระเหยไปในตอนสายซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ สภาพเช่นนี้เหมาะสมต่อการเพิ่มปริมาณของเชื้อรา เชื้อราเข้าสู่พืชได้ดี และทำให้มีการระบาดของโรคราแป้งอย่างมาก ราแป้งเป็นราที่ขยายพันธุ์ด้วยส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่า โคนิเดีย ซึ่งเกิดจากการขาดออกของปลายเส้นใยราที่อาศัยอยู่บริเวณใต้ชั้นผิวของใบอ่อน ผิวกลีบดอก และเกสรของดอกไม้ โดยเส้นใยที่แทงลงใต้ผิวพืชจะดูดน้ำเลี้ยง ส่วนเส้นใยจะปกคลุมอยู่บนผิวพืช สังเกตเห็นได้อาการเหมือนผงแป้งสีขาวบนผิวใบ ส่วนอาการบนดอกมักเห็นไม่ค่อยชัดเจนเพราะดอกมักร่วงอย่างรวดเร็ว จากนั้นราจะปล่อยโคนิเดียให้ปลิวไปตามลมเพื่อทำลายพืชต้นอื่นต่อไป โคนิเดียที่ปลิวมาตกบนผิวพืชจะงอกเส้นใยเล็กๆ เพื่อแทงลงใต้ผิวพืช ถ้าฝนตกผิวใบเปียก โคนิเดียจะถูกน้ำฝนชะล้างออกไป การระบาดจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นช่วงฝนต่อหนาว น้ำค้างลงจัด ผิวใบเปียกชื้นพอดี มีอากาศที่แห้งและเย็น จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่โคนิเดียจะงอกเส้นใยเพื่อแทงเข้าพืชได้ เมื่อราเจริญเติบโต ดูดกินน้ำเลี้ยงของพืชจนพืชหมดอาหาร รานี้ก็จะสร้างโคนิเดียเพื่อการขยายพันธุ์ในธรรมชาติต่อไปโดยใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ลักษณะอาการของใบพืชที่รานี้เข้าทำลายจะบิดเบี้ยว เสียรูปร่าง ทำหน้าที่ปรุงอาหารได้ไม่สมบูรณ์ ดอกที่มีรานี้เข้าทำลายจะไม่ติดผล และร่วงหล่นเกิดความสียหาย ผลของพืชที่มีรานี้ขึ้นปกคลุม จะมีสีดำ ผลบิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ พืชชนิดต่างๆ ที่พบว่าเป็นพืชอาศัยของโรคราแป้งมีหลากหลายชนิดมาก ได้แก่ พืชตระกูลแตง เช่น ฟัก แฟง แตงกวา แตงร้าน แตงโม แคนตาลูป ตำลึง…

สารจับใบ

จุดประสงค์ของการใช้สารจับใบที่เกษตรกรนิยมเติมลงถังพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ก็เพื่อให้สารฯ เกาะติดกับส่วนต่างๆ ของพืชได้ดียิ่งขึ้น มาดูกันซิว่า สารจับใบ ทำงานยังไง และสารจับใบที่ดีควรมีคุณสมบัติอย่างไร ช่วยเสริมฤทธิ์การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ไม่ทำให้คุณสมบัติทางเคมีของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเปลี่ยนแปลงไป ปรับปรุงสภาพทางกายภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น ช่วยให้เกิดการละลายหรือการรวมตัวเข้ากับน้ำได้ดีขึ้น ทำให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแผ่กว้าง เกาะติดกับพื้นผิวของพื้นที่เป้าหมาย เช่น ผิวพืช  ผิวแมลง โดยกลไกการลดแรงตึงผิวระหว่างอนุภาคของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและผิวสัมผัส คงทนต่อสภาพแวดล้อม เช่น ทนต่อแสงอุลตราไวโอเลต ทำให้อนุภาคของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกาะติดกับส่วนต่างๆ ของพืชได้ดีขึ้น ลดการระเหยของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในสภาพแวดล้อม เช่น จากน้ำฝน ลม แสงแดด โดยเฉพาะวิธีการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบใช้น้ำน้อย ป้องกันไม่ให้แสงอุลตราไวโอเลตทำลายสารชีวภัณฑ์ เช่น ไวรัสกำจัดหนอน ซึ่งจะตายเมื่อได้รับแสงแดด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสารจับใบจะมีประโยชน์ดังที่กล่าวมา แต่การใช้อย่างไม่ถูกต้อง เช่น การใช้ในอัตราที่สูงเกินไป อาจเป็นอันตรายต่อพืช‼ โดยทำให้ไขบนใบพืชถูกล้างออกและเป็นเหตุให้จุลินทรีย์เข้าทำลายได้ง่าย หรือสารจับใบบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่นสารที่มีน้ำมันปิโตรเลียมเป็นองค์ประกอบห้ามนำไปผสมกับกำมะถัน หรือสารที่มีองค์ประกอบเป็นทองแดง เพราะจะทำให้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลดประสิทธิภาพลง และยังทำให้พืชเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรศึกษาวิธีใช้ตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด   ดร.ศรีสุข  พูนผลกุล นักวิชาการโรคพืชชำนาญการพิเศษ ข้าราชการบำนาญกรมวิชาการเกษตร

ใส่ปุ๋ยไม้ผลอย่างไรให้ประหยัด

เกษตรกรทุกคนย่อมรู้จักปุ๋ยกันเป็นอย่างดี แต่จะมีสักกี่รายที่รู้ว่าปุ๋ยที่ใส่ลงไปนั้น มากหรือน้อยเกินไปสำหรับไม้ผลที่ปลูก วันนี้จะขอให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใส่ปุ๋ยอย่างถูกต้อง และประหยัด โดยได้ผลดีขึ้นมากกว่าการทำแบบเดิมๆ ปุ๋ยที่เรารู้จักกันทั่วไป มี 2 แบบ คือปุ๋ยอินทรีย์ และปุ๋ยเคมี วันนี้จะกล่าวถึงเฉพาะปุ๋ยเคมีที่ต้องเสียเงินซื้อหากันมาใช้ และจะทำอย่างไรให้เงินที่จ่ายไปกับปุ๋ย ได้ผลคุ้มค่าที่สุด ปุ๋ยเคมีทางการเกษตรที่เกษตรกรรู้จักมีทั้งแบบปุ๋ยผสมรวมเป็นเม็ดใช้หว่านลงดิน ปุ๋ยเดี่ยวที่ต้องนำมาผสมเอง ปุ๋ยละลายน้ำใช้พ่นบนต้น ปุ๋ยละลายน้ำสำหรับปล่อยไปพร้อมน้ำชลประทาน นอกจากนี้ยังมีปุ๋ยแบบเครือบสารบางอย่าง เพื่อให้ปล่อยธาตุอาหารอย่างช้าๆ อีกด้วย ทีนี้เราจะใส่ปุ๋ยอย่างไรให้ประหยัด เรื่องนี้มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่าง ดังต่อไปนี้ 1. เริ่มต้นจากรู้จักพื้นที่ปลูกว่ามีลักษณะทางกายภาพอย่างไร ได้แก่ การตรวจสอบความอุดมสมบูรณ์ของดิน เพื่อให้รู้ว่าดินมีโครงสร้างเป็นดินเหนียว ดินร่วน ดินทราย ดินเค็ม ดินน้ำไหลทรายมูล มีอินทรีย์วัตถุเท่าไร ความเป็นกรด – ด่างของดิน ระดับน้ำใต้ดิน ตลอดจน ค่าแลกเปลี่ยนประจุของดิน ข้อมูลเหล่านี้ เกษตรกรเพียงแต่เก็บตัวอย่างดินไปตรวจก็จะได้ข้อมูลเพื่อใช้พิจารณาในอันดับต่อไป 2. เมื่อปลูกกล้าพืช เราเตรียมดินด้วยการขุดหลุม นำดินที่ขุดขึ้นมาผสมกับปุ๋ยอินทรีย์ และปูนขาว (หากดินค่อนข้างเป็นกรด) คลุกเคล้าก่อนใส่กลับลงไปในหลุมใหม่ กล้าไม้ที่จะนำลงปลูก ต้องมีอายุเหมาะสม ไม่แก่เกินไป นำกล้าไม้มาตัดแต่งรากแก่ รากที่ขด และรากไม่สมบูรณ์ออก…

กลไกการต้านทานสารป้องกันกำจัดโรคพืชของจุลินทรีย์

สารป้องกันกำจัดโรคพืช โดยเฉพาะสารที่มีความเฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มจุลิทรีย์ที่มีความใกล้ชิดกัน จะก่อให้เกิดการต้านทานขึ้นได้เมื่อมีการใช้เป็นเวลานาน ทั้งนี้เนื่องจากความต้องการอยู่รอดของจุลินทรีย์ในธรรมชาติเอง กลไกการต้านทานของจุลินทรีย์ที่มีต่อสารป้องกันกำจัดโรคพืชเกิดขึ้นได้หลายวิธี ได้แก่ 1. จุลินทรีย์อาจเปลี่ยนโครงสร้างของเซลล์ เช่นสร้างผนังเซลล์หนาขึ้น ทำให้สารป้องกันกำจัดโรคพืชซึมลงไปไม่ถึงชั้นในของเชื้อจุลินทรีย์นั้น 2. จุลินทรีย์ผลิตสารต่อต้านสารป้องกันกำจัดโรคพืชที่พ่นลงไป ทำให้สามารถรอดชีวิตได้ และขยายพันธุ์ได้จุลินทรีย์ต้านทานมากขึ้น 3. สารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดเฉพาะเจาะจงที่เข้าทำลายในขบวนการผลิตสารเพื่อ การดำรงชีวิตชนิดหนึ่งของจุลินทรีย์ เพื่อความอยู่รอด จุลินทรีย์นั้นอาจสร้างสารที่มันต้องการใช้ให้มากขึ้นเพื่อชดเชยจำนวนที่ถูกทำลายไป 4. หรือจุลินทรีย์อาจเลิกใช้สารที่ถูกทำลาย หันผลิตไปสารชนิดใหม่ขึ้นมาใช้ทดแทน ดังนั้นการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้จุลินทรีย์สร้างความต้านทานขึ้นได้และมีพัฒนาการต่อไปจนต้านทานได้อย่างสมบูรณ์ การลดหรือชลอการต้านทานสารป้องกันกำจัดโรคพืชของจุลินทรีย์ อาจทำได้โดย 1. การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดเฉพาะเจาะจงให้น้อยครั้งที่สุดในแต่ละฤดูการปลูก 2. วางแผนการสลับกลุ่มสารป้องกันกำจัดโรคพืชให้ต่างกลุ่มเป้าหมายการทำลาย หรืออาจใช้ผสมกันระหว่างกลุ่มที่มีฤทธิ์การทำลายต่างกัน 3. ลดความถี่ของการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดนั้น โดยใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ไม่เฉพาะเจาะจงมาสลับใช้ 4. ไม่ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดเฉพาะเจาะจงในอัตราที่ต่ำกว่าอัตราที่กำหนดว่าสามารถใช้ควบคุมจุลินทรีย์สาเหตุโรคพืชนั้นได้ 5. ถ้าหากการปลูกพืชชนิดหนึ่งๆ มีการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชที่ถูกจำกัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน เพียงไม่กี่ชนิด วิธีการใช้สารสลับกัน จะได้ประสิทธิภาพในการควบคุมดี มากกว่าการใช้สารหลายชนิดผสมกันแล้วพ่นในแต่ละครั้ง หากจำเป็นต้องผสมสารป้องกันกำจัดโรคพืชมากกว่า 1 ชนิด หัวใจสำคัญของการผสม สารป้องกันกำจัดโรคพืช ต้องไม่ก่อให้เกิดความต้านทานข้ามกลุ่ม และอัตราการใช้สารป้องกันกำจัดทั้ง 2 ชนิด จะต้องเพียงพอต่อการควบคุมจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างความต้านทานได้ง่าย โดยทั่วไป การผสมสารป้องกันกำจัดโรคพืชมากกว่า…

ข้อควรรู้ก่อนผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดในการพ่นสารคราวเดียวกัน

ข้อควรรู้ก่อนผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชหลายชนิดในการพ่นสารคราวเดียวกัน   โดย หมอแมง   ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าเกษตรกรไทยส่วนใหญ่ นิยมผสมสารหลายๆ ชนิดในการพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช บางครั้งอาจจะผสมปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมน รวมไปด้วย การผสมสารหลายชนิดแบบนี้อาจเรียกว่า แท้งมิกซ์(Tank mixes) หรือค็อกเทล (cocktail) สมมติเกษตรกรผสมสารป้องกันกำจัดแมลง 1 ชนิด สารป้องกันกำจัดเชื้อราโรคพืช 1 ชนิด ปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมนพืช และสารจับใบ (สารเปียกใบ)แค่นี้ก็เป็นการผสมสารเคมีเข้าด้วยกันถึง 5 ชนิดแล้ว การผสมสารแบบนี้จริงๆ มีข้อดีเช่นเดียวกัน ข้อดีที่ว่ามีดังนี้ 1.    ลดต้นทุนค่าแรง ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง 2.    ลดระยะเวลาที่ใช้ในการพ่นสาร 3.    ลดความสูญเสียของผลผลิตได้ทันเหตุการณ์ กรณีมีศัตรูพืชระบาดพร้อมกัน (additive effect หรือ broad spectrum) 4.    ปฏิบัติง่าย สะดวกและไม่ยุ่งยากซับซ้อน 5.    การผสมสารบางครั้งเพิ่มประสิทธิภาพ กรณีที่ผสมสารแล้วเกิดเสริมฤทธิ์กัน (synergistic effect) การที่บริษัทผู้ผลิตมีการผสมสารออกฤทธิ์ 2 ชนิดแบบสำเร็จรูปนั้น ส่วนใหญ่จะมีวัตถุประสงค์ให้ผลในทางบวก…

ปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช

ปัญหา ? บ่อยครั้งมากที่ผู้ที่จำหน่ายสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะสารกำจัดวัชพืช จะได้รับคำถามหรือการบ่น คำตำหนิ การต่อว่า จากเกษตรกรผู้ซื้อสารไปใช้ หรือจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายสินค้าเคมีเกษตร ว่าทำไมสารกำจัดวัชพืชที่ซื้อไปใช้จึงไม่ได้ผลในการกำจัดวัชพืชตามที่โฆษณา ทำไมสารกำจัดวัชพืชที่ใช้จึงทำให้พืชปลูก หรือพืชที่ปลูกใกล้เคียงเป็นพิษ ไม่เจริญเติบโตหรือแห้งตาย ? คำถามดังกล่าวอาจให้คำอธิบายปัญหา และสาเหตุของผลจากการใช้สารที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการของการใช้สารกำจัดวัชพืชดังนี้ สารกำจัดวัชพืช (Herbicide) เป็นสารที่มีคุณสมบัติในการใช้กำจัดวัชพืช หรือพืชที่ไม่ต้องการให้ขึ้นในช่วงระยะใดระยะหนึ่ง เพื่อไม่ให้มีวัชพืชขึ้นแข่งขันกับการเจริญเติบโตของพืชปลูก โดยไม่ให้มีผลความเป็นพิษของสารต่อพืชหรือมีน้อยที่สุด เพื่อให้พืชปลูกมีการเจริญเติบโตที่ดี ได้ผลผลิตดีตามที่ต้องการ หรืออาจเป็นการกำจัดวัชพืชในที่ที่ไม่ต้องการให้มีวัชพืชขึ้น เช่น ที่รกร้าง ข้างถนน ทางรถไฟ โบราณสถาน ป่าไม้ สวนผลไม้ สวนยาง ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ เป็นต้น สารกำจัดวัชพืชอาจเป็นสารประเภทที่ใช้เพื่อควบคุมการงอกของเมล็ดวัชพืชที่กำลังงอก (pre-emergence) หรืออาจเป็นประเภทที่ใช้กำจัดต้นอ่อนวัชพืชที่งอกขึ้นมาแล้วแต่ต้นยังเล็ก (early post – emergence) หรือใช้กำจัดต้นวัชพืชที่ต้นโตแล้ว (post- หรือ late post – emergence) สารกำจัดวัชพืชยังอาจเป็นสารชนิดที่เลือกทำลายเฉพาะวัชพืช โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืชปลูก (ถ้าพ่นสารอย่างถูกต้องตามคำแนะนำ ทั้งชนิดของสารที่ใช้กับชนิดของพืชปลูก วิธีการใช้ อัตราการใช้…