เตือนภัย….หนอนกระทู้ข้าวโพด ศัตรูตัวฉกาจที่ต้องเฝ้าระวัง

ขณะนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดกำลังพบปัญหาหนอนกัดกินใบและยอดอ่อนข้าวโพด ตั้งแต่เริ่มแทงต้นอ่อนออกจากเมล็ด บางรายพบว่ามีรอยทำลายของหนอนในกรวยใบและมีกลิ่นเน่าเหม็น จากการที่แบคทีเรียเข้าทำลายซ้ำ เหลือแต่มูลหนอนให้เห็นเป็นร่องรอยไว้ หนอนที่ทางราชการกำลังเตือนภัยอยู่นี้พบว่ามีการระบาดเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2559) ในประเทศแถบอาฟริกา และอินเดีย มีความเสียหายสูงมากจนได้ชื่อว่ากองทัพหนอน บ้านเรายังไม่มีรายงานการพบก็จริง แต่จากข่าวสารที่เผยแพร่การระบาด ออกจะผิดปกติเกินไป สำหรับศัตรูข้าวโพดแป้ง แม้ว่าจะยังไม่มีการพบหนอนตัวดังกล่าว แต่หนอนตัวอื่นๆ ก็กัดกินข้าวโพดของเราเช่นกัน ดังนั้นถึงอย่างไรเราก็ต้องกำจัดมันอยู่ดี หน้าตาของหนอนที่ต้องมีการเฝ้าระวัง เป็นแมลงผีเสื้อกลางคืน วางไข่ใต้ใบเป็นกลุ่มไข่ประมาณ 150-200 ฟอง แม่ผีเสื้อตัวหนึ่งอาจวางไข่ได้ถึง 1000 ฟอง ทีเดียว กลุ่มไข่จะมีขนสีเทาอมชมพูคลุมอยู่ มีอายุการฟัก 3-5 วัน ตัวหนอนลอกคราบ 6 ครั้ง ลำตัวมีสีเขียวจางถึงสีเขียวเข้ม ลำตัวยาว 3-4 เซนติเมตร มีขา 8 ขา เมื่อโตขึ้นอาจมีสีเขียวเข้มหรือสีเขียวอมน้ำตาล และอาจมีสีเกือบดำถ้ามันอดอาหาร ข้อสังเกตว่าหนอนตัวนี้เป็นตัวที่ให้เฝ้าระวังรึไม่โดยสังเกตจากหัวของหนอนตัวโต จะเห็นเส้นบนหัวเหมือนตัว วาย Y (ภาษาอังกฤษ) ชัดเจนมากและจุดสีดำ 4 จุด หรือ 2…

เอรามิลิน

ชื่อสามัญ: ลูเฟนนูรอน(Lufenuron) สารสำคัญ: (RS)1-[2,5-dichloro-4(1,1,2,3,3,3-hexafluoropropoxy)-phenyl]-3-(2,6-difluorobenzoxyl)-ura…5%W/V EC กลุ่มสารเคมี: เบนโซอิลยูเรีย(Benzoylurea) การออกฤทธิ์: ออกฤทธิ์เป็นสารกำจัดแมลงศัตรูพืช ออกฤทธิ์เป็นสารกำจัดไรศัตรูพืช ออกฤทธิ์ยับยั้งการสังเคราะห์ไคติน ส่วนใหญ่จะออกฤทธิ์ทางด้านการกินหรือกินตาย ทำให้ตัวอ่อนไม่สามารถพัฒนาเป็นตัวแก่ได้ ทำให้วงจรชีวิตสูญเสียไป ทำให้หนอนและแมลงศัตรูพืชหยุดการกินอาหาร ศัตรูพืชเป้าหมาย: กลุ่มหนอนศัตรูพืชชนิดต่างๆ(Lepidoptera) กลุ่มด้วงศัตรูพืชชนิดต่างๆ (Coleoptera) แมลงหวี่ขาวส้ม ไรสนิมส้ม แมลงพาหะในสัตว์เลี้ยง พืชปลูกเป้าหมาย: ไม้ผล พืชผัก ส้ม ส้มโอ ข้าวโพด, ข้าวฟ่าง ฝ้าย การใช้และอัตราการใช้: โดยทั่วไปใช้ในอัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร   ความสามารถในการเข้ากันได้ของสารเคมี: ไม่สามารถเข้ากันได้กับสารที่ออกฤทธิ์เป็นด่าง เช่น ปูนขาว, กำมะถันและคอปเปอร์

สู้ลมหนาว ลดการหลุดร่วงของดอก ผลอ่อนทุเรียน ด้วย ไซฟามิน บีเค

ขณะนี้ประเทศไทย เริ่มเข้าสู่ฤดูหนาว เมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการสภาพอากาศภาคตะวันออกในช่วงนี้ว่ามีเมฆบางส่วนกับมีหมอกบางในตอนเช้าโดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส 🌡ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 64-71%  ซึ่งสภาพอากาศที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงนี่เอง ส่งผลให้ทุเรียนในบางพื้นที่เกิดสภาพเครียดเกิดขึ้นมา ‼เป็นสภาวะความเครียดที่เกิดจากปัจจัยภายนอกก็คืออุณหภูมิที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต ส่งผลให้ทุเรียนมีการเจริญเติบโตที่ผิดปกติ ถ้าอุณหภูมิต่ำกว่า 22 องศาเซลเซียส กิจกรรมของเอนไซม์ต่างๆ การสังเคราะห์แสง กระบวนการเมตาบอลิซึจะช้าลงซึ่งถ้าเกิดมีอุณหภูมิต่ำกว่า 22 องศาในระยะ 2 สัปดาห์แรกหลังดอกบานจะทำให้ผลอ่อนโตช้ากว่าปกติ ความสามารถในการดึงคาร์โบไฮเดรตที่ได้จากกระบวนการเมตาบอลิซึมมาใช้เพื่อการเจริญเติบโตของผลจะน้อยลง ถ้ารุนแรงมากอาจจะทำให้ผลเล็กหลุดหลุดร่วงมากได้ ถ้าหากหนาวมากอุณหภูมิลดต่ำกว่า 10 องศาเซลเซียส ใบอ่อนทุเรียนจะร่วงออกดอกยาก และติดผลน้อยและถ้าหากความชื้นสัมพัทธ์ต่ำกว่า 30% จะทำให้มีสภาพความชื้นที่ต่ำทำให้ใบทุเรียนแห้งใบร่วงมีปัญหาเรื่องการผสมเกสรและการติดผล ความหนาวเย็นและอุณหภูมิที่ต่ำลง นี่เองส่งผลให้กระบวนการทางสรีรวิทยาต่างๆภายในต้นทุเรียนช้าลง เช่น การสังเคราะห์แสง การหายใจ กระบวนการเมทาบอลิซึม การคายน้ำและการดูดธาตุอาหารจากดินมาใช้ โดยทำให้การทำงานของเอนไซม์ต่างๆช้าลง ส่งผลให้การสะสมอาหารและพลังงานไม่พอกับการนำไปใช้ในการพัฒนาการของดอกและผลที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนในเรื่องของการให้น้ำในสวนทุเรียนระยะนี้ ในช่วงชักนำการออกดอกทุเรียนต้องผ่านช่วงแล้งไม่ต้องการน้ำเป็นระยะเวลาติดต่อกัน 10-14 วัน การให้น้ำในระยะผลิตาดอกจนถึงดอกเริ่มบาน เมื่อทุเรียนเริ่มออกดอกแล้วในช่วงนี้ให้คอยบังคับน้ำโดยการให้น้ำน้อย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแตกใบอ่อน จนกระทั่งสังเกตเห็นได้ชัดว่าเริ่มเป็นตุ่มตาดอกในระยะไข่ปลา และดอกจะออกสม่ำเสมอทั่วทั้งต้น หลังจากนั้นให้เพิ่มปริมาณน้ำทีละนิดจนให้น้ำชุ่มตามปกติและควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอเรื่อยไป…

โรคราน้ำค้างของพืชผัก

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว หรือในสภาพอากาศเย็นและชื้น เช่น แปลงผักที่อยู่บนที่สูง เกษตรกรจะพบปัญหาโรคราน้ำค้างของพืชผักหลายๆ ชนิด ซึ่งเกิดจากราที่แตกต่างจีนัสกันออกไป อย่างก็ตาม ราต่างจีนัสเหล่านั้นมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ราน้ำค้างเป็นราชั้นต่ำ เส้นใยไม่มีผนังกั้น สร้างส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่า สปอแรงเจียม บนก้านชูสปอร์ ที่มีรูปร่างและขนาดต่างๆกัน อาจเป็นรูปกลม ยาวรีหรือรูปไข่บนก้านชูสปอร์ที่แตกแขนงได้หลายๆ แบบ การที่เส้นใยของราไม่มีผนังกั้นนี้เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ราสามารถปรับตัวให้ดื้อต่อสารป้องกันกำจัดโรคพืชได้ง่าย อาการโรคราน้ำค้างพบได้ตั้งแต่ระยะกล้า และพบได้ทุกอายุการเติบโตของพืชผักต่างๆ โดยเริ่มจากจุดช้ำสีน้ำตาล หรือดำ เช่นบนใบผักกาดขาว หรือผักคะน้า เมื่อแผลมีอายุมากขึ้นจะขยายใหญ่ ใบแห้งกรอบ เนื้อใบเป็นสีเหลือง ด้านบนใบและใต้ใบบริเวณรอยแผล จะพบก้านชูสปอร์และสปอแรงเจียมสีขาวอมเทาเกิดขึ้น แต่บนกะหล่ำปลี แผลจะเล็ก เป็นจุดสีดำ กระจายทั่วทั้งใบ และเมื่อราเข้าสู่ดอกกะหล่ำและดอกบร๊อคเคอรี่จะเกิดจุดดำเล็กๆ บนช่อดอก ส่วนราน้ำค้างของกะเพราและโหระพา จะพบอาการใบเหลืองเริ่มจากใบล่างแล้วลามขึ้นไปยังใบบนๆ ก้านชูสปอร์และสปอแรงเจียมมีขนาดเล็ก มองเห็นได้ยาก ในขณะที่โรคราน้ำค้างของข้าวโพดฝักอ่อนจะพบอาการใบเป็นแถบสีขาวสลับเขียวบนใบเลี้ยงและใบจริง โดยเห็นอาการเป็นทางยาวตามแผ่นใบตั้งแต่ฐานใบขึ้นไปยังปลายใบ สปอแรงเจียมมีขนาดเล็กมากจนมองเห็นคล้ายผงแป้งสีขาวในช่วงเวลาเช้าและจะหายไปในช่วงสายที่มีแสงแดด สภาพอาการที่เหมาะสมของโรคราน้ำค้าง พบได้เมื่ออุณหภูมิต่ำในช่วง 20-24 องศาเซลเชียส มีความชื้นสูง มีหมอกลงจัด หรือมีฝนพรำตกติดต่อกัน 10-15 วัน สปอแรงเจียมที่ปลิวมากับลม ฝน หรือน้ำชลประทานจะงอกเข้าใบพืช สร้างเส้นใยเจริญเติบโตในใบ จากนั้นจะสร้างก้านชูสปอร์เพื่อผลิตสปอร์สำหรับการระบาดต่อไปได้ภายใน 12-15 วัน…

คำแนะนำในการปลูกข้าวโพดหลังนา

ด้วยทางรัฐบาลได้มี “ โครงการสานพลังประชารัฐเพื่อสนับสนุนการปลูกข้าวโพดหลังฤดูทำนา ” โดยมีวัตถุประสงค์โครงการ เพื่อ 1. ปรับสมดุลปริมาณการผลิตการตลาดของข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2. เกษตรกรมีรายได้มั่นคงยั่งยืน 3.อุตสาหกรรมอาหารสัตว์มีเสถียรภาพในการผลิตสินค้า ลดการพึ่งพาจากต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายดำเนินการ เกษตรกร 150,000 ครัวเรือน ครอบคลุมพื้นที่ 2 ล้านไร่ 33 จังหวัด มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ กันยายน 2561 – กันยายน 2562 (เริ่มปลูก พฤศจิกายน 2561 – ก่อน 15 มกราคม 2562) บริษัท เอราวัณเคมีเกษตร จำกัด มีคำแนะนำที่ดีในการปลูกข้าวโพดหลังนาดังนี้ 1. หลังเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ก่อนปลูกข้าวโพด 10 – 15 วัน ไถดินด้วยผาน 3 หรือ 5 ตากดินทิ้งไว้ให้เมล็ดหญ้าหรือเมล็ดข้าวในนางอกขึ้นมาเพื่อจะทำการไถยกร่องก่อนปลูก ก่อนปลูกข้าวโพด ไถเตรียมดินโดยใช้ผาน 5 หรือ 7 ไถพรวนดินให้ร่วนและยกร่องปลูก 2. ปลูกข้าวโพด…

โรคช่อดอกพลาสติกในมะม่วง

โรคช่อดอกพลาสติกในมะม่วง ปัญหาของชาวสวน สู่งานวิจัย สวก. เรื่อง : รศ.ดร.พงษ์นาถ นาถวรานันต์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม โรคช่อดอกพลาสติก (mango malformation disease, MMD) เป็นอาการผิดปกติที่เกิดกับช่อดอกของมะม่วงและมีผลทำให้มะม่วงไม่ติดผล ซึ่งชาวสวนมะม่วงในประเทศไทย พบลักษณะอาการดังกล่าวมาระยะหนึ่งแล้ว และได้มีการนำมาพูดคุยกันถึงปัญหาดังกล่าวในที่ประชุมสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ถึงสาเหตุที่ยังไม่ได้มีการศึกษาทางด้านวิชาการอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตามในต่างประเทศได้มีการพบลักษณะผิดปกติที่เรียกว่าโรคช่อดอกพลาสติก ซึ่งเป็นอาการผิดปกติของมะม่วงที่พบได้ในประเทศที่มีการปลูกมะม่วงทั่วโลกและสร้างความเสียหายให้กับชาวสวนอย่างกว้างขวาง • ชาวสวนมะม่วงไทยให้ข้อมูลว่าจะพบอาการช่อดอกพลาสติกเฉพาะระยะการแทงช่อดอกและจะเห็นได้ชัดเจนเมื่ออยู่ในระยะดอกบานแต่ไม่พบอาการในช่วงการแตกใบอ่อน ขณะที่ลักษณะช่อดอกจะคล้ายคลึงกับช่อดอกปกติความยาวช่อใกล้เคียงกันแต่จะไม่ติดผลและดอกหรือส่วนของดอกติดอยู่บนก้านช่อดอกหนากว่าปกติ และจะพบเฉพาะบางพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่เดียวกัน • โดยมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุของโรคช่อดอกพลาสติกในหลายประเทศทั่วโลก พบว่าโรคช่อดอกพลาสติกมีสาเหตุจากการเข้าทำลายของเชื้อโรคพืช Fusarium spp.(เชื้อฟิวซาเรียม) โดยมีรายงานว่าเชื้อสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคได้แก่ Fusarium mangiferae • อย่างไรก็ตามยังพบว่าเชื้อสาเหตุโรคช่อดอกพลาสติกจะแตกต่างกันในแต่ละประเทศหรือพื้นที่ที่พบการเกิดโรค โดยพบเชื้อสาเหตุโรคช่อดอกพลาสติกในสกุล Fusarium อื่นๆ ได้แก่ F. sterilihyphosum ในแอฟริกาใต้ และ บราซิล F. mexicanum พบในเม็กซิโก F. tupiense พบในบราซิลและเซเนกัล และยังพบ F. proloferatum และ F. pseudocircinatum…

คูวาส (Kuvas)

คูวาส เป็นปุ๋ยทางใบที่มีธาตุแมกนีเซียมสูงเป็นพิเศษ และมีธาตุอาหารเสริม 4 ธาตุ คือ โบรอน เหล็ก แมงกานีสและสังกะสี องค์ประกอบของปุ๋ย ธาตุอาหารทุกธาตุในคูวาสอยู่ในรูปคีเลตของ EDTA (EDTA chelated form) ที่ละลายน้ำง่าย ความเข้มข้นของธาตุต่างๆมีดังนี้แมกนีเซียม (MgO) ที่ละลายน้ำ 20% โบรอน (B) ที่ละลายน้ำ 0.2% เหล็ก (Fe) ที่ละลายน้ำ 0.2% แมงกานีส (Mn) ที่ละลายน้ำ 2.0% สังกะสี (Zn) ที่ละลายน้ำ 0.5% ไบโซเดียม EDTA 6.0% บทบาทของธาตุอาหาร ธาตุอาหารต่างๆในคูวาสมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนี้ แมกนีเซียม 1. บทบาทในการสังเคราะห์แสง คือ เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ซึ่งอยู่ในใบและทำหน้าที่รับพลังงานแสง แมกนีเซียมช่วยกระตุ้นเอนไซม์ซึ่งทำหน้าที่สังเคราะห์แสงด้วย 2. บทบาทอื่นๆ เช่น การสร้างโปรตีน และการใช้พลังงานเพื่อการเจริญเติบโตของพืช โบรอน 1. เป็นองค์ประกอบในโครงสร้างของผนังเซลล์ทำให้ผนังเซลล์แข็งแรง ควบคุมการดูดธาตุอาหาร…

สารชีวภัณฑ์ : ไตรโคเดอร์ม่า รากำจัดรา

ไตรโคเดอร์ม่าเป็นราที่อาศัยอยู่ในดิน ใช้ซากพืช ซากสัตว์และอินทรย์วัตถุเป็นอาหาร เมื่อผ่านการแยกเชื้อบริสุทธิ์และเลี้ยงในห้องปฏิบัติการ จะสร้างส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่าโคนิเดียสีเขียวจำนวนมาก รานี้มีความสามารถในการแก่งแย่งอาหารกับจุลินทรีย์อื่นๆได้อย่างดี และยังสามารถผลิตสารพิษและเอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ของราโรคพืชอื่นๆได้ แต่ราไตรโคเดอร์ม่านี้มีความสามารถเฉพาะะจาะจงในการอาศัยอยู่และแข่งขันกับราอื่นๆในแต่ละท้องที่แต่ละแหล่งในภูมิภาคแตกต่างกันออกไป นอกจากนี้การขยายพันธุ์โดยการต่อเชื้อจากอาหารขยายเชื้อไปเรื่อยๆ จะทำให้ประสิทธิภาพของการแข่งขันในสภาพแวดล้อมและการทำลายราโรคพืชอื่นๆ ลดน้อยลง ตามลำดับของจำนวนการต่อเชื้อ ดังนั้นเกษตรกรจึงควรตั้งต้นการขยายพันธุ์ราไตรโคเดอร์ม่าจากเชื้อบริสุทธิ์ ที่เป็นผงแห้ง 100% (มีจำนวนโคนิเดียหนึ่งพันล้านหน่วยใน 1 กรัม) ที่เก็บไว้ในขวดที่แห้งสนิทและเก็บรักษาในสภาพอุณหภูมิเย็นเพียงพอ(เช่นในตู้เย็นชั้นล่าง) เป็นตัวตั้งต้น และไม่ควรนำเชื้อรานี้ขยายพันธุ์ต่อไป เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพของราลดลง วิธีการใช้ราไตรโคเดอร์ม่า หลังการคืนชีพด้วยการใช้หัวเชื้อเลี้ยงในข้าวสุกหรือเมล็ดข้าวนึ่งสะอาด จนได้ผงโคนิเดียสีเขียวเข้มแล้ว (หากมีการปนเปื้อนระหว่างการเพาะเลี้ยง อาหารเลี้ยงราจะมีสีเหลือง มีเมือกเยิ้ม ไม่มีโคนิเดียสีเขียวเข้มให้เห็น) การใช้ราไตรโคเดอร์ม่าเพื่อป้องกันโรครากเน่า ใช้เชื้อสด ผสมรำข้าว และปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตรา 1:4:100 คลุกเคล้ากันให้ทั่วแล้วแบ่งมา 1-2 ช้อนแกง ใส่ลงก้นหลุม คลุกเคล้าดินปลูกก่อนหยอดเมล็ดลงในหลุม การพ่นหรือราดบนดินสำหรับป้องกันโรคบนใบ หรือลำต้น จะใช้เชื้อสดอัตรา 10 ช้อนแกง ผสมน้ำ 20 ลิตร กรองอาหารเลี้ยงราออกด้วยกระชอนตาถี่หรือผ้ากรอง นำน้ำที่มีโคนิเดียของราไตรโคเดอร์ม่าพ่นบนพืชเพื่อป้องกันโรค ข้อจำกัดของการใช้ราไตรโคเดอร์ม่าในการควบคุมศัตรูพืช 1. ใช้เพื่อป้องกันโรคตั้งแต่พืชยังไม่แสดงอาการ โดยการควบคุมตั้งแต่เริ่มเพาะเมล็ด 2.…

ฝนต่อหนาว…ฤดูกาลของราแป้ง

สภาพอากาศช่วงฝนต่อหนาวเช่นนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคราแป้ง ‼ ซึ่งเกิดจากเชื้อราที่มีชื่อว่า ออยเดียม สภาพอากาศที่กล่าวถึงคือจะมีฝนน้อยลง อากาศตอนเช้าค่อนข้างเย็น มีน้ำค้างช่วงเช้าลงหนัก จนใบพืชเปียกชื้น แต่น้ำค้างจะระเหยไปในตอนสายซึ่งมีแสงแดดอ่อนๆ สภาพเช่นนี้เหมาะสมต่อการเพิ่มปริมาณของเชื้อรา เชื้อราเข้าสู่พืชได้ดี และทำให้มีการระบาดของโรคราแป้งอย่างมาก ราแป้งเป็นราที่ขยายพันธุ์ด้วยส่วนขยายพันธุ์ที่เรียกว่า โคนิเดีย ซึ่งเกิดจากการขาดออกของปลายเส้นใยราที่อาศัยอยู่บริเวณใต้ชั้นผิวของใบอ่อน ผิวกลีบดอก และเกสรของดอกไม้ โดยเส้นใยที่แทงลงใต้ผิวพืชจะดูดน้ำเลี้ยง ส่วนเส้นใยจะปกคลุมอยู่บนผิวพืช สังเกตเห็นได้อาการเหมือนผงแป้งสีขาวบนผิวใบ ส่วนอาการบนดอกมักเห็นไม่ค่อยชัดเจนเพราะดอกมักร่วงอย่างรวดเร็ว จากนั้นราจะปล่อยโคนิเดียให้ปลิวไปตามลมเพื่อทำลายพืชต้นอื่นต่อไป โคนิเดียที่ปลิวมาตกบนผิวพืชจะงอกเส้นใยเล็กๆ เพื่อแทงลงใต้ผิวพืช ถ้าฝนตกผิวใบเปียก โคนิเดียจะถูกน้ำฝนชะล้างออกไป การระบาดจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้นช่วงฝนต่อหนาว น้ำค้างลงจัด ผิวใบเปียกชื้นพอดี มีอากาศที่แห้งและเย็น จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมที่โคนิเดียจะงอกเส้นใยเพื่อแทงเข้าพืชได้ เมื่อราเจริญเติบโต ดูดกินน้ำเลี้ยงของพืชจนพืชหมดอาหาร รานี้ก็จะสร้างโคนิเดียเพื่อการขยายพันธุ์ในธรรมชาติต่อไปโดยใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น ลักษณะอาการของใบพืชที่รานี้เข้าทำลายจะบิดเบี้ยว เสียรูปร่าง ทำหน้าที่ปรุงอาหารได้ไม่สมบูรณ์ ดอกที่มีรานี้เข้าทำลายจะไม่ติดผล และร่วงหล่นเกิดความสียหาย ผลของพืชที่มีรานี้ขึ้นปกคลุม จะมีสีดำ ผลบิดเบี้ยวไม่สมบูรณ์ พืชชนิดต่างๆ ที่พบว่าเป็นพืชอาศัยของโรคราแป้งมีหลากหลายชนิดมาก ได้แก่ พืชตระกูลแตง เช่น ฟัก แฟง แตงกวา แตงร้าน แตงโม แคนตาลูป ตำลึง…

เอิร์ท 23 “ สารช่วยในการผสมเกสรของพืช ”

เอิร์ท 23 เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสำหรับการฉีดพ่นทางใบ ประกอบด้วยสารอินทรีย์และธาตุอาหารบางธาตุ ผลิตด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้า ทำให้ธาตุอาหารเข้ารวมตัวกับสารอินทรีย์ต่างๆ กลายเป็นรูปที่เซลล์พืชดูดไปใช้ประโยชน์ได้เร็วและธาตุเหล่านั้นเคลื่อนย้ายภายในพืชได้ง่าย สำหรับสารอินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบ ยังทำหน้าที่เป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช จึงช่วยให้ เอิร์ท 23 มีประสิทธิภาพสูงในการเพิ่มผลผลิต  องค์ประกอบของ เอิร์ท 23 เอิร์ท 23 ประกอบด้วย 2 ส่วนสำคัญ คือ ธาตุอาหารและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ธาตุอาหาร ธาตุอาหารใน เอิร์ท 23 มี 3 ธาตุ คือ ไนโตรเจน โพแทสเซียมและโบรอน ดังนี้ 1. ธาตุไนโตรเจน มีไนโตรเจนทั้งหมด หรือ Total nitrogen (N) 5 % ซึ่งแบ่งเป็น 3 รูป คือ 🔸ไนโตรเจนอินทรีย์ หรือ Organic nitrogen (N) 1 % 🔸ไนโตรเจนรูปไนเทรต หรือ…