ทำอย่างไรลำไยจึงจะให้ผลผลิตและได้ราคาดี
โดย ดร.สุนทร พิพิธแสงจันทร์

ลำไย เป็นไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dimocarpus Longan Lour. ถิ่นกำเนิดในจีน ประวัติความเป็นมานั้น
พบว่าในปี พ.ศ.2439   มีชาวจีนนำกิ่งตอนลำไยพันธุ์ดี จำนวน 5 กิ่ง เข้ามาถวายเจ้าดารารัศมี ในสมัยรัชกาลที่ 5  โดยแบ่งปลูกไว้ที่
อำเภอหางดงจำนวน 3 ต้น และในกรุงเทพ ฯ อีก 2 ต้น  จากนั้นก็มีการนำเข้ามาปลูกเพิ่มมากขึ้นในประเทศไทย   จากฐานข้อมูลของ
สำนักคุ้มครองพันธุ์พืชแห่งชาติ กรมวิชาการเกษตร พบว่าสายพันธุ์ลำไยในปัจจุบันที่พบในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 68 สายพันธุ์  กลุ่ม
สายพันธุ์ที่นิยมปลูกมากในปัจจุบันก็คือกลุ่มพันธุ์ดอ ซึ่งมีทั้งสิ้น 21 ชื่อพันธุ์ รองลงมาคือกลุ่มชื่อพันธุ์อีดอ ซึ่งมี 4 พันธุ์   และกลุ่มชื่อ
พันธุ์แห้ว 4 ชื่อพันธุ์เช่นกัน แหล่งผลิตลำไยที่สำคัญคือจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย พะเยา ลำปาง แพร่ ตาก และน่าน   โดยทั้ง
นี้ เนื่องด้วยพันธุ์ลำไยของไทยเรามีคุณภาพดี เราจึงเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่สุดของโลกคือส่งออกปีละราว 5 แสน     คิดเป็นมูลค่าปีละ
ราว 5,000 ล้านบาท โดยส่งออกเป็นลำไยสด ลำไยอบแห้ง รวมกันประมาณ 3 แสนต้น  นอกนั้นเป็นลำไยกระป๋อง  และลำไยแช่แข็ง
ปัญหาลำไยราคาตกต่ำเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับจากปี 2542  เป็นต้นมาจากราคาที่เกษตรกรขายได้ 22 บาท/กิโลกรัม     ลดลงมา
เหลือราคาประมาณ 10 บาท/กิโลกรัม ตั้งแต่ปี 2545 เป็นต้นมา        ทั้งนี้เนื่องจากการค้นพบการใช้สารโพแทสเซียมคลอเรต และ
โซเดียมคลอเรตในการชักนำการออกดอกอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง ผลผลิตจึงมีเพิ่มมากขึ้นพร้อมกับการขยายพื้นที่เพาะปลูกลำไย
ในภูมิภาคอื่นของประเทศก็เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ผลผลิตจึงล้นตลาดหรือมีมากขึ้นนั่นเอง

ผลผลิตลำไยจะเก็บเกี่ยวมากในเดือนกรกฎาคม และสิงหาคมของทุกปี ซึ่งจะพบว่ามีผลผลิตถึง 80% ที่ผลิตได้ในรอบปีเก็บเกี่ยวใน
ช่วง 2 เดือนนี้ทุกปี ราคาจึงตกต่ำเป็นประจำ แต่ในรอบปี 2551 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นที่น่ายินดีที่เกษตรกรชาวสวนลำไยสามารถขาย
ลำไยได้ถึงกิโลกรัมละ 22 บาท สาเหตุเนื่องจากผลผลิตในรอบปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีน้อย  เพราะเมื่อราคาน้ำมันและปัจจัยการผลิตมี
ราคาสูงขึ้น การลงทุนในการผลิตจึงชะลอตัว ทำให้ผลผลิตออกมาไม่มากเท่ากับทุก ๆ ปีที่ผ่านมา  ประกอบกับภัยทางธรรมชาติใน
ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาที่อากาศหนาวแปรปรวน และมีฝนตำทำให้การติดช่อดอกและติดผลลำไยมีน้อยนั่นเอง       ดังนั้นหาก
พิจารณาถึงช่วงเดือนที่จะเก็บเกี่ยวลำไยอย่างมีโอกาสด้านราคามาก   จึงควรกำหนดให้อยู่ในช่วงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน     หรือ
กันยายน-ตุลาคม น่าจะเหมาะสมกว่า   และหากสามารถทำให้ลำไยเก็บเกี่ยวได้ในเดือนธันวาคม-มกราคม และกุมภาพันธ์ ได้จะเป็น
การดีที่สุด

ทั้งนี้เนื่องจาก  เป็นช่วงเทศกาลและโดยความเชื่อของจีนที่ว่าการได้กินตามังกรซึ่งก็เปรียบเสมือนผลลำไยสดในช่วงเทศกาลปีใหม่
จะถือว่าเป็นมงคลแก่ตนเองมากในช่วงเทศกาลดังกล่าวคราวนี้ก็คงจะมีคำถามว่าปกติลำไยจะออกดอกตามฤดูกาลในช่วงราว เดือน
มกราคม-กุมภาพันธ์-มีนาคม ของทุกปี   และจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม  ทั้งนี้เนื่องจากสภาพอากาศ  และ
ความชื้นในดินที่ลดน้อยลงหลังฤดูฝนเป็นปัจจัยอิทธิพลหลัก และยิ่งหากมีการทำเขตกรรม ดูแลใส่ปุ๋ยที่เหมาะสมตลอดจนมีการนำ
เอาสารโพแทสเซียมคลอเรตมาใช้ด้วยแล้ว ปริมาณการออกดอก และจำนวนช่อดอกลำไยก็จะมีมากทีเดียว ซึ่งผลผลิตลำไยของท่าน
ก็จะสนับสนุนการเกิดราคาลำไยตกต่ำในเดือนกรกฎาคม-สิงหาคมนั่นเอง  พร้อมทั้งการแพร่ระบาดของโรคและแมลงศัตรูลำไยใน
ช่วงนี้ก็จะมีมากด้วยเช่นกัน ดังนั้นการทำให้ต้นลำไยออกดอกได้ตั้งแต่เดือนตุลาคม-พฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
ในราวเดือนเมษายน-พฤษภาคม-มิถุนายน ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตของมะม่วงในฤดูกาลเพิ่งหมดจากท้องตลาดนั่นเอง

การทำให้ลำไยออกดอกเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม
1) หลังเก็บเกี่ยวลำไยในเดือนสิงหาคม  ให้ตัดแต่งกิ่งลำไย  โดยการตัดกิ่งทั้งแนวนอนและแนวตั้งของทรงพุ่ม   ให้เหลือความยาว
เพียง 3 เมตรเป็นอย่างมาก พร้อมทั้ง เปิดทรงพุ่มตรงกลางทรงพุ่มให้แสงแดดส่องถึง

2) ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ผสมกับปุ๋ยยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟตในอัตรา 1:1  โรยหรือหว่านปุ๋ยบริเวณชายพุ่ม
ของทรงต้นลำไย ต้นละ 1-2 กิโลกรัม จากนั้นรดน้ำทุก 3 วันโดยรดน้ำครั้งละประมาณ 150-250 ลิตร/ต้น ถ้าวันใดฝนตกก็งดไป
แต่ต้องให้ต้นลำไยได้น้ำทุก 3 วัน

3) ประมาณ 30-40 วัน หลังการรดน้ำ และใส่ปุ๋ย ต้นลำไยจะแตกใบอ่อนชุดที่ 1 (ราวเดือนกันยายน) ให้ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2 เหมือนการ
ใส่ปุ๋ยครั้งแรก ลำไยจะออกใบอ่อนชุดที่ 2 ในราวกลางเดือนตุลาคม

4) ราวกลางเดือนตุลาคมให้ใส่ปุ๋ยสูตร 0-46-0 ผสมกับปุ๋ยสูตร 0-0-60 อัตรา 1:1 โดยใส่ปุ๋ยต้นละ 2-3 กิโลกรัม  เพื่อให้ลำไยพัก
ตัวและสะสมอาหาร พร้อมทั้งลดปริมาณการให้น้ำเหลือเพียงครั้งละ 100 ลิตร/ต้น

5) ควรฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 ในอัตรา 150 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร   จะช่วยให้ใบอ่อนของลำไยแก่เร็วขึ้น และช่วยยับยั้ง
การแตกใบอ่อนชุดใหม่อีกด้วย โดยควรฉีดพ่นราวกลางเดือนตุลาคม

6) ในกลางเดือนตุลาคม ใบอ่อนชุดแรกจะแก่และมีสีเขียวเข้ม ให้สังเกตเส้นกลางใบจะมีสีอมเหลืองเล็กน้อย   จับใบขยำดูจะรู้สึกว่า
ใบกรอบและหนาดี   จังหวะนี้คือช่วงสำคัญที่จะต้องเลือกเพื่อใช้สารโพแทสเซียมคลอเรตอย่างเหมาะสม ขอแนะนำว่าถ้าเป็นลำไย
ต้นอ่อนอายุ 4-5 ปี ควรฉีดพ่นทางใบในอัตรา 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มจากนั้นประมาณ 50-55 วัน    ต้นลำไยจะ
ออกดอกเอง และในกรณีที่ลำไยมีอายุมากกว่า 6 ปีไปแล้ว   แนะนำให้ใช้โพแทสเซียมคลอเรต ในอัตรา 10 กรัมต่อพื้นที่ใต้ทรงพุ่ม
1 ตารางเมตร   โดยผสมน้ำรดให้ทั่วใต้ทรงพุ่มของต้นลำไย (กรณีที่เป็นดินเหนียวมากอาจจะต้องเพิ่มอัตราใช้เป็น 15 กรัม)  จาก
นั้นประมาณ 45-50 วัน ต้นลำไยจะออกดอกเอง

การนำเอาสารเคมีอื่นๆ มาประกอบใช้ในการฉีดพ่นทางใบอื่นๆ เช่น ปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท ไธโอยูเรีย สารสกัดจากสาหร่าย หรือ
แม้กระทั่งสารปลดปล่อยแก็สเอทธีลีน (อีเทฟอน) จำเป็นต้องคำนึงถึงความพร้อมคืออายุของใบอ่อนชุดแรก     และพิจารณาถึงการ
สะสมอาหารของต้นลำไยด้วย ซึ่งอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ง่าย

อย่างไรก็ดีการฉีดพ่นช่อดอกลำไย ก่อนติดผลด้วยสารอะมิโน ซีเนกอน 2000 และฉีดพ่นสาร ไซฟามินบีเค หลังติดผลแล้วพบว่าจะ
ช่วยเรื่องคุณภาพของช่อดอก และการติดผลได้ดีขึ้น ส่วนการป้องกันโรคและแมลงศัตรูลำไยในช่วงติดผลให้ดำเนินการดังนี้


โรค-แมลงศัตรูลำไย การป้องกัน-กำจัด
โรคผลเน่า และใบไหม้โรครากเน่า โคนเน่า ฉีดพ่นด้วย แอ็คโซแมนโคเซบ 80 + เอราแลกซิล
โรคผลเน่าสีน้ำตาล ฉีดพ่นด้วย แอ็คโซ แมนโคเซบ
หนอนเจาะขั้วผล ฉีดพ่นด้วย พาร์ซอน
หนอนชอนใบ ฉีดพ่นด้วย เอราเม็คติน
ไร ฉีดพ่นด้วย เอราเม็คติน
กลับ